รพ.มะเร็งอุดรธานี เปิดศักยภาพขับเคลื่อน Cancer Anywhere ดูแล “ผู้ป่วยมะเร็งครบวงจร” ทั้งบุคลากร เครื่องมือ และเทคโนโลยี ตั้งแต่ตรวจวินิจฉัยจนถึงรักษา พร้อมใช้ Telemedicine และหุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัด เพิ่มความสะดวก ลดภาระเดินทางของผู้ป่วยในเขตสุขภาพที่ 8 ด้าน สปสช. รับฟังข้อเสนอจากหน่วยบริการ พัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบจ่ายชดเชยสอดคล้องต้นทุนและเทคโนโลยีการรักษา

นพ.ธิติ อึ้งอารี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี พร้อมบุคลากรทางการแพทย์ ให้การต้อนรับ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และ นพ.นพรัตน์ พันธุเศรษฐ์ ผอ.สปสช.เขต 8 อุดรธานี พร้อมคณะ ในการเยี่ยมชมและติดตามบริการผู้ป่วยมะเร็งสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง 30 บาท” ภายใต้นโยบาย Cancer Anywhere หรือ “มะเร็งรักษาทุกที่ที่พร้อม” พร้อมหารือแนวทางพัฒนาสิทธิประโยชน์และระบบบริการ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา

นพ.ธิติ กล่าวว่า โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข รับผิดชอบดูแลผู้ป่วยในเขตสุขภาพที่ 8 ครอบคลุม 7 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และมีบริการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การผ่าตัด การให้ยาเคมีบำบัด ไปจนถึงการฉายรังสี โดยมีเครื่องมือและเทคโนโลยีรองรับ อาทิ เครื่องแมมโมแกรมสามมิติ รถตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมสองมิติ หุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัด เครื่องฉายรังสี Tomotherapy เครื่อง SPECT-CT และระบบความดันบรรยากาศสูง
นอกจากนี้โรงพยาบาลยังให้บริการรักษาเฉพาะทาง เช่น การรักษาด้วยความร้อน หรือ Hyperthermia และบริการเวชศาสตร์นิวเคลียร์ ซึ่งช่วยตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคบางประเภท เช่น มะเร็งต่อมไทรอยด์ เทคโนโลยีและบริการเหล่านี้ช่วยเพิ่มทางเลือกในการดูแลผู้ป่วย และสนับสนุนแนวทาง Cancer Anywhere ให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการในหน่วยที่มีความพร้อมตามแนวทางการรักษาและระบบส่งต่อ
สำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการรักษาจนโรคอยู่ในภาวะสงบ หรือมีอาการคงที่ โรงพยาบาลนำ Telemedicine มาใช้ติดตามอาการในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดต่อเนื่องประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี การติดตามทางไกลช่วยลดภาระการเดินทางและค่าใช้จ่าย โดยแพทย์จะประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล และผู้ป่วยยังต้องกลับมาตรวจที่โรงพยาบาลเป็นระยะ เช่น หลังติดตามผ่าน Telemedicine 1–2 ครั้ง เพื่อประเมินอาการและผลการรักษา

พญ.กฤติยา บุตรทองคำวงษ์ รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์ โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี กล่าวถึงข้อมูลบริการของโรงพยาบาลในปี 2568 ว่า มีผู้ป่วยนอกที่เข้ารับบริการสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ มะเร็งเต้านม 2,964 ราย มะเร็งศีรษะและคอ 1,219 ราย และมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง 1,098 ราย ส่วนผู้ป่วยในพบมะเร็งศีรษะและคอ 399 ราย มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง 201 ราย และมะเร็งต่อมไทรอยด์ 196 ราย ขณะที่สถานการณ์ในเขตสุขภาพที่ 8 เมื่อเทียบต่อประชากรแสนคน พบว่าเพศชายป่วยด้วยมะเร็งตับและท่อน้ำดีมากที่สุด 38.9 ราย รองลงมาคือมะเร็งปอด 23.5 ราย ส่วนเพศหญิงพบมะเร็งเต้านมมากที่สุด 34.7 ราย รองลงมาคือมะเร็งตับและท่อน้ำดี 15.8 ราย

ขณะที่ ภญ.อารยา ลักขณาวรรณกุล หัวหน้ากลุ่มงานเภสัชกรรม โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานี และหนึ่งในผู้ร่วมคิดค้นและพัฒนาหุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัด กล่าวว่า โรงพยาบาลร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังพัฒนาหุ่นยนต์ดังกล่าว ซึ่งผ่านการรับรองมาตรฐาน และเป็นหุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัดเครื่องแรกของประเทศไทยที่พัฒนาโดยคนไทย ตามข้อมูลของโรงพยาบาล หุ่นยนต์มีความแม่นยำในการเตรียมและดูดยาสูงถึง 99% และสามารถผสมยาได้วันละ 60–80 โดส
การใช้หุ่นยนต์ช่วยแบ่งเบาภาระงานและลดโอกาสที่บุคลากร โดยเฉพาะเภสัชกร จะสัมผัสหรือสูดดมไอระเหยจากยาเคมีบำบัด โรงพยาบาลยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางผสมยาเพื่อส่งต่อให้โรงพยาบาลเครือข่ายในเขตสุขภาพที่ 8 เช่น หนองบัวลำภูและสกลนคร โดยใช้เวลาจัดส่งไม่เกิน 4 ชั่วโมง ช่วยให้ผู้ป่วยบางส่วนรับยาใกล้บ้าน ลดความแออัดและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
ทพ.อรรถพร กล่าวว่า โรงพยาบาลมะเร็งอุดรธานีมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ เทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการในระดับที่เทียบเท่าโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ สามารถดูแลผู้ป่วยมะเร็งได้ครบวงจร นวัตกรรมอย่างหุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัด รวมถึงเครื่องมือด้านรังสีวินิจฉัยและรังสีรักษา ช่วยสนับสนุนการให้บริการและลดระยะเวลารอคอย ผู้ป่วยสามารถเข้ารับบริการตามสิทธิประโยชน์บัตรทองและหลักเกณฑ์ที่กำหนด
รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวด้วยว่า การจ่ายชดเชยค่ารักษามะเร็งในระบบบัตรทองอ้างอิงแนวทางการรักษา หรือ Protocol ซึ่งกำหนดตามชนิดและระยะของโรค โดยมีแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านร่วมพิจารณา เพื่อให้สอดคล้องกับหลักฐานทางวิชาการและเกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วย อย่างไรก็ตาม หน่วยบริการได้สะท้อนว่าบางรายการมีอัตราจ่ายต่ำกว่าต้นทุนจริง และมีการรักษาบางกรณีอยู่นอก Protocol สปสช. จะนำข้อมูลต้นทุนและข้อเสนอไปประกอบการพิจารณาทบทวนระบบจ่ายชดเชย รวมถึงแนวทางรักษาที่มีหลักฐานเพียงพอสำหรับพัฒนาเข้าสู่ Protocol ในอนาคต
ทั้งนี้ ประชาชนควรเข้ารับบริการส่งเสริมสุขภาพและคัดกรองมะเร็งตามเกณฑ์ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยตรวจสอบสิทธิและบริการคัดกรองที่เหมาะสมตามช่วงอายุได้ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง เมนูกระเป๋าสุขภาพ
////////// 5 ตุลาคม 2560
☎️ สายด่วน สปสช. 1330 โทรฟรี 24 ชั่วโมง
🌐 Website | https://www.nhso.go.th/th
📘 Facebook | https://www.facebook.com/
NHSO.Thailand
Chrome (แนะนำ)
Firefox
Safari
IE 11 ขึ้นไป