กรมการปกครองเดินหน้าแก้ปัญหาทะเบียน 3 กลุ่มคนไทยไร้สิทธิ ทั้งผู้ตกหล่นจากระบบ ผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านกลาง และผู้ถูกจำหน่ายรายการ พร้อมตั้งศูนย์ส่วนกลางช่วยประสานเรื่องที่ติดขัด ขณะที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร่วมกับ 37 โรงพยาบาลใน 29 จังหวัด เก็บตัวอย่าง DNA ประกอบการพิสูจน์สถานะในกรณีจำเป็น เพื่อให้ประชาชนเดินหน้าสู่การรับรองตัวตนและเข้าถึงสิทธิที่พึงได้รับ

ในการจัดเวทีนโยบายการพัฒนากลไกแก้ไขปัญหาสิทธิและสถานะของคนไทยเพื่อการเข้าถึงระบบหลักประกันสุขภาพอย่างเป็นธรรม เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ณ โรงแรม Tara Grand อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งมีภาคีเครือข่ายจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้าร่วม
นายยุทธพล พวกสนิท สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ปัญหาทางทะเบียนทำให้ประชาชนบางส่วนไม่มีเอกสารยืนยันตัวบุคคล ส่งผลต่อการเข้าถึงสิทธิรักษาพยาบาล สวัสดิการของรัฐ และบริการอื่น กรมการปกครองจึงกำหนดแนวทางช่วยเหลือตามลักษณะปัญหา เพื่อให้แต่ละรายเข้าสู่ขั้นตอนที่เหมาะสม

กลุ่มแรกคือ คนไทยตกหล่นจากระบบทะเบียน เช่น ผู้ที่ไม่ได้รับการแจ้งเกิดหรือเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน ทำให้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนและเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก กรณีนี้ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงและหลักฐาน หากยังพิสูจน์สัญชาติไทยไม่ได้ แต่มีพยานยืนยันตัวตนและการอยู่อาศัยในพื้นที่ อาจเข้าสู่กระบวนการจัดทำทะเบียนประวัติบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนตามหลักเกณฑ์ เพื่อรอการพิสูจน์สถานะต่อไป
กลุ่มที่สองคือ ผู้มีชื่อในทะเบียนบ้านกลาง ซึ่งต้องยืนยันตัวบุคคลและดำเนินการย้ายชื่อเข้าสู่ทะเบียนบ้านตามขั้นตอน นายยุทธพลระบุว่า ข้อมูลที่นำเสนอในเวทีพบคนไทยในทะเบียนบ้านกลาง 210,294 คน และผู้ไม่มีสัญชาติไทยในทะเบียนบ้านกลางและทะเบียนประวัติกลางอีกประมาณ 105,000 คน การตรวจสอบแต่ละรายอาจใช้ประวัติการทำบัตร ภาพถ่าย หรือพยานบุคคลประกอบตามข้อเท็จจริง

กลุ่มที่สามคือ ผู้ถูกจำหน่ายรายการ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าข้อมูลบุคคลถูกลบออกจากระบบ ผู้ประสบปัญหาต้องยื่นคำร้องขอคืนรายการ ณ สำนักทะเบียนที่มีชื่อครั้งสุดท้าย หรือสำนักทะเบียนตามภูมิลำเนาปัจจุบัน พร้อมหลักฐานและพยานสำหรับยืนยันตัวบุคคล

นายยุทธพลกล่าวต่อว่า นอกจากทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าว ยังมีกลุ่มชนกลุ่มน้อยที่มีข้อมูลในระบบทะเบียน ซึ่งต้องพิจารณาการพัฒนาสถานะตามข้อเท็จจริงและหลักเกณฑ์เฉพาะ ผู้ที่อพยพเข้ามาและไม่ได้เกิดในประเทศไทยอาจเข้าสู่กระบวนการกำหนดสถานะเพื่ออยู่อาศัยอย่างถาวร ส่วนบุตรที่เกิดในประเทศไทยต้องพิจารณาหลักฐานการเกิดและคุณสมบัติตามกฎหมายสัญชาติ จึงไม่สามารถใช้แนวทางเดียวกันกับทุกคนได้
แม้กรมการปกครองจะมีแนวทางดำเนินงานแล้ว แต่การปฏิบัติในแต่ละพื้นที่ยังพบความแตกต่าง ทั้งการรับคำร้อง การตรวจหลักฐาน และการใช้ดุลพินิจ กรมการปกครองจึงตั้งศูนย์ประสานงานส่วนกลางเพื่อรับเรื่องและช่วยประสานกรณีที่ประชาชนหรือเครือข่ายติดขัดในขั้นตอนทางทะเบียน โดยนายยุทธพลย้ำว่า การแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการรับคำร้องและตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบ ก่อนส่งต่อไปยังขั้นตอนที่จำเป็นของแต่ละราย

ด้าน นางสาววิไลพร ไหลงาม ผู้แทนสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า การตรวจ DNA เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาในบางกรณี โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ สำนักทะเบียน โรงพยาบาลที่เก็บตัวอย่าง และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลเครือข่าย 37 แห่งใน 29 จังหวัด ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงขั้นตอนการเก็บตัวอย่างใกล้พื้นที่มากขึ้น

จากผลการดำเนินงานปี 2569 ณ สิ้นเดือนสิงหาคม มีผู้ได้รับบริการตามโครงการแล้ว 3,038 ราย จากเป้าหมายปีนี้ 5,000 ราย และได้รับอนุมัติงบประมาณสำหรับปี 2570 เพิ่มอีก 2,000 ราย ส่วนยอดสะสมการตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ดำเนินงานเองและร่วมกับภาคีเครือข่ายอยู่ที่ 27,390 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้มีปัญหาสถานะทางทะเบียน 15,964 ราย โดยยอดสะสมครอบคลุมผู้รับบริการหลายกลุ่มและหลายช่วงเวลา
“การมีโรงพยาบาลในพื้นที่ร่วมเก็บตัวอย่าง DNA ช่วยลดขั้นตอนการเดินทางของประชาชน ขณะที่การประสานงานกับสำนักทะเบียนยังเป็นส่วนสำคัญในการนำผลตรวจไปประกอบการพิจารณา เพื่อให้ผู้ประสบปัญหาได้รับการตรวจสอบสถานะและเข้าถึงสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด โดยทั้งหมดนี้ต้องอาศัยของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำงานอย่างเป็นเครือข่ายร่วมกัน” ผู้แทนสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าว
///////// 9 ตุลาคม 2569
☎️ สายด่วน สปสช. 1330 โทรฟรี 24 ชั่วโมง
🌐 Website | https://www.nhso.go.th/th
📘 Facebook | https://www.facebook.com/
NHSO.Thailand
Chrome (แนะนำ)
Firefox
Safari
IE 11 ขึ้นไป