เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 ธ.ค. 2568 ที่ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ (รางน้ำ)ในการประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า พ.ศ. 2568 หัวข้อ “SAFE financing: การเงินการคลังเพื่อระบบสุขภาพไทยในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง”

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไลประธานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ได้กล่าวปาฐกถาเรื่อง “Science & Innovation for SAFE Health Financing in a Transforming World” เพื่อนำเสนอบทบาทของระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ในการวางรากฐานระบบสุขภาพไทยให้มั่นคงและยั่งยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวว่า ระบบ ววน. ของไทยได้ถูกออกแบบให้ทำหน้าที่เป็น “เครื่องยนต์หลักของประเทศ” ตามแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมปี 2566–2570 ประกอบด้วยยุทธศาสตร์สำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
1. การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
2. การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้พัฒนาอย่างยั่งยืน
3. การพัฒนานวัตกรรมขั้นแนวหน้าที่สร้างโอกาสใหม่ให้ประเทศ
4.การพัฒนากำลังคนและสถาบันวิจัยให้พร้อมรองรับเศรษฐกิจอนาคต

“ระบบสุขภาพไทยจะเดินหน้าอย่างมีเสถียรภาพได้ ก็ต่อเมื่อการตัดสินใจด้านนโยบายตั้งอยู่บนฐานของหลักฐาน (evidence-based) และได้รับการสนับสนุนจากนวัตกรรมที่ทันสมัย จำเป็นต้องขับเคลื่อน ววน. ให้ตอบโจทย์ปัญหาจริงของระบบสุขภาพ และสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้ ไทยต้องเร่งสร้างความร่วมมือเชิงพหุภาคีระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการวิจัย มหาวิทยาลัย และภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันยกระดับระบบสุขภาพไทยให้ทันสมัยและตอบสนองประชาชนทุกกลุ่ม กสว. จะสนับสนุนงานวิจัยเชิงระบบ นวัตกรรม และการพัฒนาข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้เกิดการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด นำไปสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ มั่นคง ยั่งยืน เป็นธรรม และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง ในทุกมิติ” ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าว
ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวต่อว่า ผลลัพธ์จากงานวิจัยและนวัตกรรมที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายในระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “งานวิจัยที่มีคุณภาพสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างประโยชน์แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง” เช่น ร้านยากว่า 2,000 แห่งเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ ทำให้ประชาชนได้รับบริการกว่า 1 ล้านครั้ง ส่งผลให้ระบบบริการปฐมภูมิเข้าถึงง่ายขึ้น
การประกาศมาตรฐานบรรจุภัณฑ์พลาสติก Food Grade ช่วยยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารของประเทศ และปกป้องสุขภาพประชาชน ระบบข้อมูลดิจิทัลระดับจังหวัด–ตำบล ครอบคลุม 10 จังหวัด 2,000 ชุมชน เป็นฐานข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ สนับสนุนการวางนโยบายสุขภาพที่เหมาะกับประชากรในแต่ละพื้นที่โดยเฉพาะ ผลงานเหล่านี้แสดงถึงการเชื่อมโยงระหว่าง งานวิจัย–นโยบาย–ผลลัพธ์ทางสุขภาพ ซึ่งเป็นรูปธรรมและตรวจสอบได้

ศ.ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวเสริมว่า การมีระบบ ววน. ที่เข้มแข็งหมายถึงการมีข้อมูล มีหลักฐาน และมีนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และบริหารจัดการทรัพยากรด้านสุขภาพได้อย่างคุ้มค่าและโปร่งใส ววน. จะช่วยสร้างความยั่งยืนของระบบสุขภาพใน 4 ด้านหลัก ได้แก่
1. เพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเปล่าในระบบสุขภาพ เช่น การวิเคราะห์ต้นทุน–ผลลัพธ์ การใช้ big data เพื่อลดการซ้ำซ้อนในการรักษา และการนำ AI มาช่วยตรวจสอบความผิดปกติของการเบิกจ่าย
2. ยกระดับการจัดซื้อจัดจ้างและการต่อรองราคาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ช่วยให้รัฐสามารถต่อรองราคายา เวชภัณฑ์ และเทคโนโลยีการแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิผลลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว
3. เพิ่มผลิตภาพของระบบสุขภาพไทยในทุกมิติ ทำให้บุคลากร เครื่องมือ และทรัพยากรต่าง ๆ ถูกใช้คุ้มค่าที่สุดเกิดนวัตกรรมบริการสุขภาพที่ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น
4. เชื่อมโยงระบบสุขภาพกับเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคของประเทศ ระบบสุขภาพที่ยั่งยืนช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในระยะยาว เพิ่มผลิตภาพแรงงาน และช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง
S.A.F.E. ประกอบด้วย Sustainability ความยั่งยืน, Adequacy ความเพียงพอ, Fairness ความเป็นธรรม และ Efficiency ความมีประสิทธิภาพ
Chrome (แนะนำ)
Firefox
Safari
IE 11 ขึ้นไป