ข่าวประชาสัมพันธ์

จ.เพชรบูรณ์ พร้อมแล้ว “ยกระดับ 30 บาท บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่”

451 20
แชร์

สปสช. ลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ดูควาพร้อม “ยกระดับ “30 บาท บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทุกที่” ด้าน สสจ.เพชรบูรณ์ ประกาศพร้อมเดินหน้า ชี้เป็น Digital Transformation ยกระดับระบบสุขภาพอย่างแท้จริง

นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พร้อมด้วย นพ.วิชาญ คิดเห็น นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเพชรบูรณ์ และ ทพ.สันติ ศิริวัฒนไพศาล ผู้อำนวยการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 2 พิษณุโลก ผู้แทนสภาวิชาชีพทางการแพทย์ เดินทางลงพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อประชุมชี้แจงแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย ยกระดับ 30 บาท บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ เฟส 2 ให้กับหน่วยบริการนวัตกรรมวิถีใหม่ ใน จ.เพชรบูรณ์ พร้อมดูการจัดเตรียมความพร้อมของร้านยาและคลินิกทันตกรรมเอกชนที่จะเข้าร่วมในครั้งนี้

นพ.สุวิทย์ กล่าวว่า 30 บาท บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ในครั้งนี้ ต่างจากของเดิมเพียง 2 ประการ คือ 1.มีหน่วยบริการนวัตกรรมเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 4 ประเภท และ 2.การไปรักษาที่ไหนก็ได้เป็นการไปพร้อมกับข้อมูลผู้ป่วย ต่างจาก OP Anywhere ที่ผู้ป่วยไปแต่ตัว แต่ข้อมูลไม่ได้ไปด้วย ซึ่งเชื่อว่าด้วยศักยภาพของกระทรวงสาธารณสุขสามารถทำได้ และขณะนี้ก็มีการเตรียมความพร้อมได้ดีเป็นอย่างมาก

ขณะเดียวกันการที่มีหน่วยบริการนวัตกรรมวิถีใหม่เข้าร่วมให้บริการ จากการพูดคุยทราบว่า ผู้ประกอบการเหล่านี้เข้ามาร่วมให้บริการด้วยใจ ด้วยศักดิ์ศรีวิชาชีพ ทำเพื่อประชาชนมากกว่าเรื่องเงิน การขยายจำนวนของหน่วยบริการนวัตกรรมประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ทำหน่วยบริการให้เข้าใจว่า โครงการนี้เป็นการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงบริการได้มากขึ้น ลดการรอคิว ให้รู้สึกว่าทำด้วยใจในฐานะที่เป็นวิชาชีพ และมีรายรับที่พออยู่ได้ ขณะที่ สปสช. จะเป็นฝ่ายสนับสนุนให้หน่วยบริการมีภาระน้อยงานที่สุด เช่น คลินิกมีโปรแกรมบันทึกข้อมูลคนไข้อยู่แล้ว หากสามารถเชื่อมต่อระบบเบิกจ่ายของ สปสช. แล้วเบิกเงินได้เลย ไม่ต้องมาบันทึกข้อมูลอีกรอบ เป็นต้น

นพ.วิชาญ กล่าวว่า ความพร้อมของ จ.เพชรบูรณ์ในนโยบายบัตรประชาชนรักษาทุกที่ ตอนนี้มีความพร้อมมากกว่า 80% แล้ว สิ่งที่ได้ทำไปแล้ว คือ 1.ทำความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายนี้ว่ามีเพื่ออะไร เราไม่ได้ส่งเสริมให้ไปรักษาทุกที่ สิ่งที่ดีที่สุดคือรักษาใกล้บ้านใกล้ใจ แต่หลักการคือเมื่อไหร่ที่เจ็บป่วยและจำเป็นก็ไปรับบริการในสถานพยาบาลที่ไม่ได้ลงทะเบียนไว้ได้ เป็นการยกระดับความมั่นคงทางสุขภาพให้แก่ประชาชน โดยมีสิ่งสำคัญคือฐานข้อมูลที่สามารถดึงข้อมูลจากคลาวด์และรักษาต่อเนื่องได้โดยที่ไม่ต้องใช้ใบส่งตัว และ 2.การเชื่อมต่อฐานข้อมูล รวมทั้งระบบยืนยันตัวตน ได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว โดยเมื่อ 2 เดือนก่อนมีประชาชนลงทะเบียนในระบบหมอพร้อม DID ไม่ถึง 2% แต่ปัจจุบันเพิ่มเป็น 40% แล้วและจะเพิ่มขึ้นอีกในเร็วๆนี้ 

"เชื่อว่าถ้าทำสำเร็จจะไม่ใช่แค่รักษาได้ทุกที่ แต่เป็นการยกระดับระบบสาธารณสุข เป็น Digital Transformation อย่างแท้จริง สร้างความมั่นใจว่าไม่ว่าจะเจ็บป่วยที่ไหนในประเทศไทย เราจะมียาและการรักษาที่ทันท่วงที ส่วนวันนี้ สปสช. เชิญผู้ประกอบการเอกชนมาดูว่าการจะเข้าสู่โครงการนี้จะต้องทำอย่างไรและได้ประโยชน์อะไร  แต่สิ่งที่จังหวัดทำแล้วคือการพูดคุยกับแพทย์ในโรงพยาบาลที่เปิดคลินิกส่วนตัวด้วยกัน เพื่อเชิญชวนให้ร่วมโครงการ เราไม่ได้คาดหวังว่าประชาชนจะไปรับบริการที่คลินิกทั้งหมด แต่เป็นการเปิดหน้าต่างให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่เชื่อว่าหลักๆแล้ว ผู้ป่วย 90% ก็ยังคงมารับบริการที่โรงพยาบาลรัฐ" สสจ.เพชรบูรณ์ กล่าว

ด้าน ผศ.ทพ.สุชิต พูลทอง นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า ทันตแพทยสภาได้เตรียมพร้อมมาตั้งแต่เฟส 1 ในเรื่องของการอบรมทันตแพทย์และผู้ช่วยทันตแพทย์ ส่วนเฟส 2 จากที่มีบทเรียนเฟส 1 มาแล้ว ก็จะมีการปรับปรุงกำหนดแนวทางการทำงานที่ชัดเจนมากขึ้น เช่น เรื่อง sequence ในการทำงาน ในเฟสแรกพบว่าทันตแพทย์ยังเอาหัตถการที่ควรทำทีหลังมาทำก่อน อาทิ การเคลือบฟลูออไรด์ทำง่าย ทันตแพทย์เห็นว่ามีเวลาไม่มากก็อาจทำเรื่องนี้ก่อน ทางทันตแพทยสภาก็จะเน้นย้ำว่าต้องแก้ปัญหาที่เสี่ยงกับฟันผุก่อนแล้วมาเคลือบฟลูออไรด์เป็นลำดับสุดท้าย เป็นต้น ดังนั้นในเฟส 2 นี้ การดำเนินงานก็จะราบลื่นมากขึ้น ทั้งด้านมาตรฐานการให้บริการ ต้องตรวจและวางแผนการรักษาก่อน จากนั้นถึงเป็นรักษา และจบที่การป้องกันโรค

ขณะที่ ทนพ.สมชัย เจิดเสริมอนันต์ นายกสภาเทคนิคการแพทย์ กล่าวว่า นโยบายนี้หลักๆ คือลดความแออัดให้ประชาชนเข้าถึงบริการ บทบาทของคลินิกเทคนิคการแพทย์คือการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัย ซึ่งการที่คนไข้จะมาเจาะเลือดที่คลินิกแล้วเอาผลไปโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมีอีกนวัตกรรมคือการเจาะเลือดที่บ้านแก่ผู้ป่วยติดเตียง ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของผู้ป่วยและญาติ โดยก่อนหน้านี้สภาฯ ได้ร่วมมือกับ สปสช. ทำโครงการ Lab Anywhere มีคลินิกเทคนิคการแพทย์เข้าร่วมประมาณ 40 แห่ง จากนั้นในโครงการบัตรประชาชนใบเดียวซึ่งนำร่องใน 4 จังหวัดแรก ก็มีเพิ่มเข้ามาอีก 20 แห่ง และการขยายผลในเฟสที่ 2 ที่ สปสช. อยู่ระหว่างการ Road Show ทั้งนี้สิ่งที่ผู้ประกอบการไม่มั่นใจคือเรื่องการจ่ายเงิน แต่จากเฟสแรก สปสช. ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าจ่ายได้จริงภายใน 3 วัน เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีคลินิกที่สนใจสมัครเข้ามาเรื่อยๆ 

ทพญ.ธีรดา เอกสมทราเมษฐ์ ผู้ประกอบการคลินิกทันตกรรมดีดีซี ที่เข้าร่วมนโยบายยกระดับ 30 บาท บัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ กล่าวว่า ส่วนตัวสนใจโครงการนี้มากๆ เพราะปกติที่คลินิกจะมีผู้ใช้สิทธิบัตรทองมารับบริการอยู่แล้ว แต่ painpoint ของผู้ป่วยคือไม่ค่อยมีเงิน แต่พอไปโรงพยาบาลก็ต้องรอคิวนานจนรอไม่ไหวเลยมาที่คลินิก ดังนั้นจึงอยากเข้าโครงการเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยและเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของประชาชน แทนที่จะไปโรงพยาบาลที่อาจจะคิวนานหรือไม่สะดวกในเวลาราชการก็สามารถมารับบริการที่คลินิกได้ โดยการเตรียมตัวรองรับผู้ป่วยที่จะเพิ่มขึ้นนั้น ขณะนี้ได้ทำการปรับปรุงการขยายพื้นที่คลินิกและเตรียมระบบการนัดหมายรองรับจำนวนผู้รับบริการที่มากขึ้น

ด้าน ภญ.พจนาลัย อนุสรณ์พาณิชกุล จากร้านยาเรือนเภสัช อีกหนึ่งร้านยาที่เข้าร่วมโครงการนี้ กล่าวว่า ต้องขอบคุณทางสภาเภสัชกรรมที่ให้การสนับสนุนร้านยาเป็นอย่างดี ทั้งการให้ความรู้ แนวทางการทำงานที่เป็นมาตรฐาน ฯลฯ ทำให้เชื่อมั่นในตัวเองว่าร้านยาจะสามารถดำเนินกิจกรรมไปได้อย่างราบลื่น และต้องขอบคุณ สปสช. ที่ให้โอกาสเข้ามาร่วมเพื่อทำงานเพื่อชุมชน รู้สึกดีใจที่ตอนนี้จะเป็นเวลาของการเริ่มบทบาทเภสัชกรชุมชนและสามารถช่วยเหลือประชาชนได้จริงๆ

////////// 27 กุมภาพันธ์ 2567

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  
1.สายด่วน สปสช. 1330 
2.ช่องทางออนไลน์
• ไลน์ สปสช. พิมพ์ไลน์ไอดี @nhso หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6
• Facebook : สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 
https://www.facebook.com/NHSO.Thailand