ข่าวประชาสัมพันธ์

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเชิดชู รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ แม่แบบขับเคลื่อนความเท่าเทียมในการเข้าถึงยา

68 9
แชร์

เครือข่ายผู้ติดเชื้อทั่วโลกเชิดชู รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ เป็นทั้งครูและแม่แบบผู้อุทิศตัวช่วยให้ความรู้เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีเกี่ยวกับปัญหาระบบสิทธิบัตรและการเข้าถึงยาของผู้ป่วย จนมีองค์ความรู้ขับเคลื่อนสร้างความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในการเข้าถึงยา

นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อทั่วโลก กล่าวแสดงมุทิตาจิตแก่ รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ นายกสภาเภสัชกรรมและนักวิชาการผู้ขับเคลื่อนการเข้าถึงยาในประเทศไทย ในงาน Global Summit on Intellectual Property and Access to Medicines 2021 (GSIPA2M 2021) ซึ่งเป็นการประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาและการเข้าถึงยา โดยปีนี้จัดขึ้นผ่านระบบการประชุมออนไลน์ที่มีองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ นักกฎหมาย นักรณรงค์กว่า 100 คนจากทั่วโลกเข้าร่วมระหว่างวันที่ 14-21 พ.ย. 2564 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ในฐานะประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย และเป็นคนหนึ่งที่รอดชีวิตจากเอชไอวีในยุคที่ประเทศไทยยังขาดแคลนยาต้านไวรัส เคยป่วยหนักและเกือบเสียชีวิต ต้องต่อคิวรอรับยา รอให้เพื่อนผู้ป่วยที่รักษาก่อนหน้าเสียชีวิต ตนถึงจะมียากิน จากวันที่เป็นผู้ป่วยเฉียดตาย มาเป็นเจ้าหน้าที่ของเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ในชุมชนนานเป็นสิบปี จนปัจจุบันได้รับเลือกมาเป็นประธานของเครือข่าย 

นายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ไม่ง่ายเลยที่คนธรรมดาจะเข้าใจเรื่องเอชไอวี ยาต้านไวรัสสูตรต่างๆ ชื่อยาที่เป็นภาษาทางวิทยาศาสตร์และภาษาอังกฤษ และยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อต้องมาเข้าใจเรื่องความตกลงทริปส์และกฎหมายสิทธิบัตร เป็นความท้าทายที่จำเป็น เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยเอดส์เข้าไม่ถึงการรักษา หลายคนต้องเสียชีวิตทั้งๆ ที่มียารักษาอยู่แต่ถูกบริษัทยาข้ามชาติที่มุ่งแต่จะเอากำไรผูกขาด ทำให้ราคาแพง บุคคลสำคัญคนหนึ่งในประเทศไทยที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ และภาคประชาสังคมที่ทำงานเรื่องการเข้าถึงยามาตลอด คือ รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปนานนท์ 

นายอภิวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า รศ.ดร.จิราพร เรียนจบเภสัชศาสตร์และเชี่ยวชาญเรื่องยาและสิทธิบัตร ตลอดชีวิตของ รศ.ดร.จิราพรเป็นครู แต่ไม่ได้เป็นครูเพียงที่สอนลูกศิษย์ในมหาวิทยาลัย แต่ยังเป็นครูของบุคลากรภาคประชาสังคมที่ให้ความรู้ทางวิชาการและแม่แบบในการใช้ความรู้เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยในการเข้าถึงยา โดยทำงานใกล้ชิดกับภาคประชาสังคม ซึ่งหาได้น้อยคนนักที่จะอุทิศตัวเช่นนี้

"อาจารย์เป็นครูที่อดทนและทุ่มเทกับลูกศิษย์นอกรั้วมหาวิทยาลัยอย่างพวกเรามาก อธิบายและสอนพวกเราอย่างเมตตาและไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย จนพวกเราสามารถไปเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้ซีแอล (Compulsory Licensing) กับยาดีดีไอ แม้จะไม่สำเร็จ แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การเข้าถึงยาของไทยในเวลาต่อมา ส่งผลให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพ และรัฐบาลกล้าประกาศใช้ซีแอลในปี 2549 – 2551 

นอกจากนี้ รศ.ดร.จิราพร ยังทำให้เครือข่ายภาคประชาสังคมกล้าที่ท้าทายระบบสิทธิบัตรที่ไม่ชอบธรรม โดยเป็นโจทก์ฟ้องบริษัทยากับกรมทรัพย์สินทางปัญญาในคดีดีดีไอ ทำให้มั่นใจไปประท้วงกดดันบริษัทยาให้ละทิ้งคำขอรับสิทธิบัตร (patent application) ยาคอมบิเวียร์ (combivir) ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ท้าทายไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือการเจรจาเอฟทีเอ (FTA) ฉบับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเอฟทีเอไทย-สหรัฐ เอฟทีเอไทย-สหภาพยุโรป และล่าสุด CPTPP เครือข่ายภาคประชาสังคมทั้งประท้วงและร่วมโต๊ะเจรจากับผู้กาหนดนโยบาย โดยใช้สิ่งที่ รศ.ดร.จิราพร สอน มาเป็นข้อมูลในการสื่อสารและเจรจา ทำให้ไทยยังไม่เซ็นเอฟทีเอที่มีทริปส์พลัส (TRIPs plus FTA) กับชาติใดมาจนถึงปัจจุบัน

"ผมขอใช้โอกาสนี้ เป็นตัวแทนชุมชนที่ทำงานต่อสู้เพื่อการเข้าถึงยา กล่าวคำขอบคุณและขอแสดงมุทิตาจิตที่อาจารย์จิราพรคอยเป็นกำลังสำคัญ ทั้งกำลังความคิดและกำลังใจ สนับสนุนพวกเรามาตลอดในการต่อสู้กับระบบสิทธิบัตรที่บิดเบือน เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและความเท่าเทียมในการเข้าถึงยา" นายอภิวัฒน์ กล่าว

ด้าน รศ.ดร.จิราพร กล่าวว่า สาเหตุที่ได้เข้ามาทำงานร่วมกับเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ จริงๆ เรื่องสิทธิบัตรไม่มีในหลักสูตรคณะเภสัชศาสตร์มาก่อน และตอนมาเป็นอาจารย์ก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ แต่ช่วง 40 ปีก่อนบริษัทยายักษ์ใหญ่ของอเมริกาพยายามผลักดันรัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตร โดยเฉพาะประเด็นเรื่องยา พอมีประเด็นนี้จึงได้ศึกษาว่าสิทธิเกี่ยวข้องกับยาอย่างไร จนเข้าใจว่าทำไมผู้ป่วยจึงประสบปัญหาการเข้าถึงยาต้องมีความรู้ในเรื่องนี้ 

"ในแวดวงเภสัชกรรม เราเข้าใจเรื่องอิทธิพลของบริษัทยาต่อการเข้าถึงยาของประชาชน แต่เรื่องสิทธิบัตรยังใหม่กับเรามาก พอได้ศึกษาและผลักดันการคัดค้านแก้ไขกฎหมายสิทธิบัตร เราก็ต้องหาเครือข่ายภาคประชาสังคมมาทำงานร่วมกัน พอได้มาทำงานร่วมกับเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ ต้องยอมรับว่าเป็นเครือข่ายที่ตั้งใจและทำงานจริงจังแม้จะมีพื้นฐานเรื่องยาน้อยมาก ถือเป็นความสุขมากที่ได้ทำงานร่วมกัน ดิฉันไม่ได้ถือว่าเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์แต่เป็นเพื่อนร่วมงาน เราทำงานโดยยึดฐานความรู้ทางวิชาการ จนถึงทุกวันนี้ก็ยังสนุกกับการร่วมงานกัน ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนกัน" รศ.ดร.จิราพร กล่าว

รศ.ดร.จิราพร กล่าวทิ้งท้ายว่า รู้สึกดีใจที่สังคมไทยและสังคมโลกได้เข้าถึงยา เพราะในฐานะเภสัชกร การผลิตยาที่ดี ถ้ายาไม่ถึงผู้ป่วย มันจะไม่มีคุณค่าเลย เพราะฉะนั้นวิชาชีพเภสัชกรจะไม่มีคุณค่าเลยถ้าไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้ ถ้ายังมีแรงก็จะทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนต่อไป เพื่อเป้าหมายในการมีระบบใหม่ในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาแทนที่ระบบสิทธิบัตรที่เป็นไปเพื่อการผูกขาดตลอดและผลประโยชน์ของบริษัทยาข้ามชาติ เป็นระบบใหม่ที่คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อการเข้าถึงยาของประชาชน

//////////////23 พฤศจิกายน 2564