National Health Security Office (NHSO)
  • แสดงผลพื้นหลังสีดำตัวหนังสือสีขาว 
  • แสดงผลสีแบบปกติ 
  • แสดงผลพื้นหลังสีดำตัวหนังสือสีเหลือง 
  • larger 
  • default 
  • smaller 
  • เปลี่ยนการแสดงผล

    สำหรับผู้พิการ

 

สำหรับประชาชน

ข้อเสนอด้านมาตรฐานบริการสาธารณสุข จำนวน 23 ข้อ


ลำดับที่ ประเด็นที่เสนอ ข้อมูลเพิ่มเติม ผลการพิจารณา รายละเอียดการดำเนินงาน หมายเหตุ
1 ให้มีมาตรฐานรายการยาที่เท่าเทียมกัน ทั้ง 3 กองทุน    อยู่ระหว่างการดำเนินการ  รับทราบข้อเสนอและสื่อสารคุณภาพยาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้ผู้ป่วยได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยาในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จะอ้างอิงบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งพิจารณาโดย คณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ โดยพิจารณา ตามเกณฑ์ของ ISAFE  score ซึ่งประกอบด้วย  I-Information (การมีข้อมูลด้านยาในประเด็นต่างๆที่เพียงพอ) S-Safety (การมีข้อมูลความปลอดภัย) A-Administration restriction (การมีข้อจำกัดด้านการบริหารยา) F- Frequency of drug administration (ความถี่ของการบริหารยา) E-Efficacy (เป็นยาที่มีประสิทธิภาพ), Effectiveness (เป็นยาที่มีประสิทธิผล) ดังนั้นยาในระบบหลักประกันสุขภาพจึงเป็นรายการยาที่มีความเหมาะสมในการนำมาใช้กับผู้ป่วย มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ความปลอดภัย บริหารยาได้สะดวก ความถี่ของการบริหารไม่เป็นภาระกับผู้ป่วย ข้อเสนอใหม่
2 สนับสนุนให้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) และ สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการของ สปสช. เพื่อให้สามารถรับเงินตามประเภทและขอบเขตบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (ฉ.11) ได้    ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ  สสจ. และ สสอ. ที่มีการจัดบริการสาธารณสุข ถือเป็นสถานบริการตามมาตรา 3 หากผ่านมาตรฐานตามเกณฑ์การตรวจประเมินหน่วยบริการและมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การจ่ายค่าบริการก็สามารถสมัครเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการได้ ข้อเสนอใหม่
3 กำหนดหลักเกณฑ์/มาตรฐานการเยี่ยมบ้าน หรือการให้บริการที่บ้าน ให้ชัดเจน    ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ  ประสานสำนักสนับสนุนระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ กระทรวงสาธารณสุข พัฒนามาตรฐานการเยี่ยมบ้าน ข้อเสนอใหม่
4 พัฒนาการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุกในเขตเมือง
- ให้หน่วยบริการปฐมภูมิ และอสม.ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลพื้นฐานประชากร  เพื่อการทำงานอย่างจริงจัง
- ควรมีการจัดบริการส่งเสริมสุขภาพเชิงรุก ให้บริการประชาชนที่อาศัยในคอนโด หมู่บ้านจัดสรร โดยมีการประชาสัมพันธ์ก่อนการให้บริการ
- เสนอให้ในเขตเมืองใหญ่ มีบริการคลินิกชุมชนอบอุ่น คล้าย กทม หรือ PCC
   ดำเนินการแล้ว  สำนักงานมีการดำเนินงานให้มีหน่วยบริการร่วมให้บริการที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ/ลดความแออัด เช่น คลินิกพยาบาล คลินิกเวชกรรม และร้านยาคุณภาพ เป็นต้น และมีแผนขยายในคลินิกอื่นๆ และให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ข้อเสนอใหม่
5 พัฒนาระบบบริการไตวายเรื้อรัง
- ขยายสิทธิ UC กรณี HD ที่ไม่มีข้อบ่งชี้ (Hemodialysis) ในผู้ป่วยไตวาย
- ให้ผู้ป่วยสามารถเลือกรับบริการการล้างไตผ่านช่องท้อง หรือ การฟอกเลือด โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
- มีกองทุนช่วยเหลือ ช่วงรอยต่อในการรักษาก่อนลงทะเบียนในผู้ป่วยโรคไต
   ดำเนินการแล้ว -สปสช.สนับสนุนบริการบำบัดทดแทนไต และเริ่มต้นด้วยการทำ CAPD แก่ผู้ป่วยทุกรายในผุ้ป่วยที่ไม่มีข้อห้าม (นโยบาย PD first policy)
-กรณีที่แพทย์วินิจฉัยว่าผู้ป่วยต้องบำบัดทดแทนไต หน่วยบริการที่เข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียนตามขั้นตอนและสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ทันที 
-สปสช.ได้รับงบประมาณตามจำนวนผู้ป่วยที่มีการขึ้นทะเบียนและได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพที่สมาคมโรคไตกำหนด
ข้อเสนอใหม่
6 พัฒนารูปแบบบริการในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก
- หน่วยบริการ ควรมีแผนติดตามสนับสนุนพื้นที่เป้าหมายที่เข้าถึงยาก
- เสนอให้ สปสช. พิจารณาการเข้าถึงบริการที่ครอบคลุม มีประสิทธิภาพ โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่เฉพาะ เข้าถึงยาก มีความลำบาก เช่น เครื่องมือ วัคซีน
- เสนอให้ สปสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการหนุนเสริมงานด้านสุขภาพให้เกิดรูปธรรมตามบริบทพื้นที่เฉพาะ พื้นที่มีปัญหา พื้นที่ที่จัดระบบบริการยากลำบาก เช่น ปางมะผ้า ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนในพื้นที่
- เสนอต่อนโยบาย ศึกษาความเป็นไปได้หรือสนับสนุนให้เกิดพื้นที่ต้นแบบคล้ายโมเดล คิวบา "สร้างพยาบาลหมู่บ้านละคน หมอคนละตำบล ตามบริบทเฉพาะพื้นที่ เข้าถึงบริการสาธารณสุขยากในประเทศไทย
   ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ  ประสานดำเนินการร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ข้อเสนอใหม่
7 อำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยที่ต้องรับยาต่อเนื่อง คนพิการ และผู้สูงอายุ สามารถเข้ารับบริการได้ทุกที่ โดยไม่ต้องมีใบส่งตัว
- ผู้ป่วยที่รับยาต้านไวรัสในกลุ่ม ARV สามารถรับยาที่หน่วยบริการใดก็ได้โดยไม่ต้องใช้ใบส่งตัว
- ใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชนในการรับยา
- สร้างระบบป้องกันรับยาซ้ำ เช่น หากมียาเหลือมากกว่า 7 วัน จะไม่สามารถรับยาได้
   อยู่ระหว่างดำเนินการ

 1. ปัจจุบันผู้ป่วย TB, HIV สามารถรับยาต่อเนื่องได้ที่หน่วยบริการทุกแห่ง (ไม่ต้องกลับมารับยาที่หน่วยบริการเดิม)
2. สำนักงาน และ สปสช.เขต 13 กทม. ได้มีการทบทวนแนวทางการส่งต่อและการออกหนังสือส่งต่อ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง)

ข้อเสนอใหม่
8 ทบทวนสถานการณ์ที่ผู้หญิงและวัยรุ่นที่ท้องไม่พร้อมและท้องต่อไม่ไปฝากครรภ์ ในระบบสาธารณสุขกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
- การทำงานในระดับพื้นที่ โดยพัฒนาระบบการดูแลโดยใช้พื้นที่เป็นฐานการทำงาน เช่น กลุ่ม จังหวัด
- การเชื่อมต่อกลไกจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อจัดสวัสดิการสังคมและสุขภาพอย่างมีคุณภาพ โดยใช้หน่วยงานที่กี่ยวข้องเป็นตัวตั่ง เพื่อทำงานแบบบูรณาการให้มีความยืดหยุ่น
- การจัดบริการที่คำนึงความต้องการของผู้หญิง เป็นเป้าหมายหลัก ต้องมีการทำงานที่เฉพาะ เจาะจงกับแม่วัยรุ่นหรือผู้หญิงที่ต้องท้องต่อและเด็กที่คลอด และมองเห็นความซับซ้อนของ กลุ่มตาง ๆ เช่น แม่ที่ป่วยเป็นจิตเวช พิการ ใช้สารเสพติด ซึ่งมักไม่มีคนดูแลในชุมชน
   อยู่ระหว่างดำเนินการ  1. เนื่องจากเป็นบริการที่มีความจำเพาะ ต้องใช้ความพร้อมทั้งระบบ (การบริการ บุคลากร ความเชี่ยวชาญ) 
2. ปัจจุบันมีหน่วยให้บริการกระจายครบทั้ง 13 เขต รวมจำนวน 40 จังหวัด 
3. อยู่ระหว่างการดำเนินงานร่วมกันของ สปสช. และกรมอนามัย ในการพัฒนาให้มีการจัดบริการเพิ่มขึ้น อย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง
ข้อเสนอใหม่
9 สปสช.ควรมีงบประมาณสนับสนุนเพิ่มเติม แก่ รพ.ที่ผ่าน HA    ดำเนินการแล้ว  อยู่ระหว่างการศึกษาประเมินผลงบจ่ายตามเกณฑ์คุณภาพผลงานบริการ และจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการจ่ายตามเกณฑ์คุณภาพบริการ ปี 2564-2565 ข้อเสนอใหม่
10 ขอให้หน่วยบริการจัดให้มีคลินิกบริการผู้ป่วยนอก กรณีไม่ฉุกเฉินนอกเวลาราชการ (OPD นอกเวลา) ทุกโรงพยาบาล และมีมาตรการป้องกันการเรียกเก็บเงินค่าบริการนอกเวลา เรื่อง ค่ายาและค่าอุปกรณ์    ดำเนินการแล้ว  คณะกรรมการหลักฯ มีมติ เมื่อ 13 พย.62
1. เห็นชอบการกำหนดสิทธิเข้ารับบริการนอกเวลาราชการที่เป็นความจำเป็นของผู้มีสิทธิ ถือเป็นกรณีที่มีเหตุสมควรอื่น เพื่อลดความแออัดในห้องฉุกเฉินและเพิ่มคุณภาพบริการ โดย สปสช. ออกประกาศกำหนด ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการหลักฯ
2.เห็นชอบการดำเนินการตาม “แนวทางการปฏิรูปห้องฉุกเฉิน” โดย
2.1 เงื่อนไขดำเนินการ เฉพาะหน่วยบริการที่มีศักยภาพตามแนวทาง “บริการฉุกเฉินคุณภาพ” โดยนอกเวลาราชการต้องมีการแยกห้องบริการเป็น 2 ห้องชัดเจน และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
2.2 ให้มีการจ่ายค่าบริการสาธารณสุขนอกเวลาราชการ “กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง กรณีเหตุสมควรอื่น และกรณีเจ็บป่วยทั่วไปที่เป็นความจำเป็นของประชาชนที่รับบริการนอกเวลาราชการ” ในอัตรา 150 บาท/ครั้ง (visit)
2.3 เริ่มดำเนินการนำร่องตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2562 ภายใต้เงื่อนไขความพร้อมของระบบตามแนวทางการปฏิรูปห้องฉุกเฉินที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
ข้อเสนอเดิม
11 ขอให้พัฒนาระบบการเข้าถึงบริการ การตรวจคัดกรองคนพิการ การให้คำแนะนำการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม (Early Intervention ) และการฟื้นฟูสมรรถภาพความพิการตามความต้องการจำเป็นของคนพิการ ในโรงพยาบาลประจำจังหวัด เช่น ห้องบริการตรวจเฉพาะของคนพิการหรือคลินิกพิเศษเฉพาะของคนพิการ    ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ  ประสานกระทรวงสาธารณสุข (สำนักงานปลัดกนะทรวงสาธารณสุข และสถาบันสิรินธร) ดำเนินการ ข้อเสนอเดิม
12 การตรวจวินิจฉัยและติดตามดูแลรักษาไวรัสตับอักเสบซี ควรเป็นระบบที่ผู้รับบริการสามารถเข้ารับการตรวจและรักษาได้ที่ รพช. หรือ รพ.ภายในจังหวัดอย่างน้อย1 แห่ง    อยู่ระหว่างดำเนินการ  ปัจจุบันสมาคมโรคตับได้ทบทวนแนวทางการรักษาไวรัสตับอักเสบซี ฉบับใหม่ ซึ่งจะสามารถประกาศใช้ได้ ในปีงบประมาณ 2564  โดยปัจจุบัน ข้อเสนอเดิม
13 สนับสนุน รพ.สต. เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ให้ความรู้และแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมี    อยู่ระหว่างดำเนินการ  ประสานกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการ ข้อเสนอเดิม
14 การกระจายถุงยางอนามัยเพิ่มตัวเลือกของขนาดถุงยางอนามัยให้มีหลายขนาดให้มีจุดกระจายถุงยางอนามัย/ถุงอนามัยผู้หญิง/เจลหล่อลื่นในสถานที่ที่ประชาชนเข้าถึงง่าย พร้อมปรับปรุงบรรจุภัณฑ์ถุงยางอนามัยให้น่าใช้การคุมกำเนิดให้ครอบคลุมถุงอนามัยผู้หญิง    อยู่ระหว่างดำเนินการ  ปีงบประมาณ 2563 จัดซื้อถุงยางอนามัยเพิ่มเป็น 4 ขนาด ตามข้อเสนอ /และประชุมหารือคณะทำงานถุงยางอนามัยเพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึง ข้อเสนอเดิม
15 ให้บุคลากรทางการแพทย์มีความตระหนักในการซักประวัติผู้รับบริการที่คำนึงถึงภาวะความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากการประกอบอาชีพ   ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ  ประสานกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการ ข้อเสนอเดิม
16 ให้หน่วยบริการจัดตั้งหน่วยหรือศูนย์บริการด้านสุขภาพให้กับแรงงานนอกระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้ข่ายแรงงานนอกระบบเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดบริการด้วย   ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ  ประสานกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการ ข้อเสนอเดิม
17 มีช่องทางด่วนพิเศษให้บริการกับผู้สูงอายุ เพื่อไม่ให้รอคิวนาน    ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ  ประสานกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการ ข้อเสนอเดิม
18 สนับสนุนให้หน่วยบริการมีศักยภาพและความพร้อมในการดูแลรักษาโรคประจำถิ่น เช่น โรคน้ำหนีบ โรคระบาดประจำถิ่น โรคตามตะเข็บชายแดน    ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ  ประสานกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการ ข้อเสนอเดิม
19 จัดให้มีล่ามหรือเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกในการสื่อสารระหว่างผู้ให้และผู้รับบริการ    ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ  ประสานกระทรวงสาธารณสุข ดำเนินการ ข้อเสนอเดิม
20 ให้บริการนอกเวลาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้บริการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของเยาวชน    ดำเนินการแล้ว   คณะกรรมการหลักฯ มีมติ เมื่อ 13 พย.62
1. เห็นชอบการกำหนดสิทธิเข้ารับบริการนอกเวลาราชการที่เป็นความจำเป็นของผู้มีสิทธิ ถือเป็นกรณีที่มีเหตุสมควรอื่น เพื่อลดความแออัดในห้องฉุกเฉินและเพิ่มคุณภาพบริการ โดย สปสช. ออกประกาศกำหนด ตามความเห็นชอบของคณะกรรมการหลักฯ
2.เห็นชอบการดำเนินการตาม “แนวทางการปฏิรูปห้องฉุกเฉิน” โดย
2.1 เงื่อนไขดำเนินการ เฉพาะหน่วยบริการที่มีศักยภาพตามแนวทาง “บริการฉุกเฉินคุณภาพ” โดยนอกเวลาราชการต้องมีการแยกห้องบริการเป็น 2 ห้องชัดเจน และเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
2.2 ให้มีการจ่ายค่าบริการสาธารณสุขนอกเวลาราชการ “กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง กรณีเหตุสมควรอื่น และกรณีเจ็บป่วยทั่วไปที่เป็นความจำเป็นของประชาชนที่รับบริการนอกเวลาราชการ” ในอัตรา 150 บาท/ครั้ง (visit)
2.3 เริ่มดำเนินการนำร่องตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2562 ภายใต้เงื่อนไขความพร้อมของระบบตามแนวทางการปฏิรูปห้องฉุกเฉินที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
ข้อเสนอเดิม(ซ้ำกับข้อ 10)
21 ในหญิงอายุ 35 ปีขึ้นไป ขอให้เพิ่มความถี่ในการตรวจมะเร็งปากมดลูกจากทุก 5 ปี มาเป็นอย่างน้อยทุก 3 ปี     อยู่ระหว่างดำเนินการ  เสนอคณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุขพิจารณา ข้อเสนอเดิม
22 จัดบริการทันตกรรมช่วงนอกเวลาราชการ หรือวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือนัดหมายเจาะจงเวลา ทางไลน์ ทางเฟซบุค  เสนอให้มีจัดบริการดัดฟัน ซึ่งจะได้บริการคุณภาพและราคาประหยัด    ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ  อยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน และลดความแออัดโดยสนับสนุนให้คลินิกทันตกรรมเอกชนเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการร่วมให้บริการ ข้อเสนอเดิม
23 เสนอให้จัดบริการแบบ One Stop Service มีบริการสำหรับเพศที่ 3 MSM เช่น การให้คำปรึกษาเรื่องการใช้ฮอร์โมน  ลดการตีตราตัวเอง  การใช้ชีวิต  การตรวจสุขภาพ    ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบ  เรื่องมาตรฐานการให้คำปรึกษา และรูปแบบการจัดบริการเป็นบทบาทหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข >>จะนำเข้าวาระในคณะทำงาน เพื่อส่งต่อให้ กรมควบคุมโรค สธ. ต่อไป ข้อเสนอเดิม