National Health Security Office (NHSO)
  • แสดงผลพื้นหลังสีดำตัวหนังสือสีขาว 
  • แสดงผลสีแบบปกติ 
  • แสดงผลพื้นหลังสีดำตัวหนังสือสีเหลือง 
  • larger 
  • default 
  • smaller 
  • เปลี่ยนการแสดงผล

    สำหรับผู้พิการ

ประชาสัมพันธ์

MD รพ.ปิยะเวทชี้เทคโนโลยีบวกการจัดการที่ดี จะช่วย สปสช.ทำโครงการต่างๆ ได้มากกว่าในอดีต

 

เอ็มดี รพ.ปิยะเวท ระบุ "การจัดการที่ดี" คือหัวใจสำคัญสำหรับ สปสช. ชี้ยุคปัจจุบันมีเทคโนโลยีดีกว่าเดิม มีระบบไอทีเข้ามาช่วย มีข้อมูลจำนวนมาก สามารถทำโครงการต่างๆ ได้มากกว่ายุคอดีต

นพ.วิทิต อรรถเวชกุล กรรมการผู้จัดการบริษัท โรงพยาบาลปิยะเวท จำกัด (มหาชน) กล่าวบรรยายในเวทีประชุม "หลักประกันสุขภาพคนไทย ฝันให้ไกล ไปให้ถึง" ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และกลุ่ม CARE คิดเคลื่อนไทย เมื่อเร็วๆนี้ ในหัวข้อประสบการณ์จากอดีตสู่อนาคตสุขภาพไทย

นพ.วิทิต กล่าวว่า การต่อสู้กับปัญหาต่างๆ จนได้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามา เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ หลายประเทศอิจฉาคนไทยมากที่ได้รับการดูแลด้านสุขภาพอย่างดี อย่างไรก็ตาม ในยุคก่อนหน้านี้นั้นตนคิดว่ามีโครงการใหญ่ๆ ที่ทำแล้วสำเร็จหรือทำให้มีผลกระทบต่อประชาชนยังมีไม่เยอะ แต่ในยุคใหม่ปัจจุบันมีระบบไอที มีเทคโนโลยีที่มีความเร็วกว่าเดิมหลายเท่ามาก ข้อมูลก็มีจำนวนมาก จึงเป็นความท้าทายอย่างมากที่จะสร้างโครงการต่างๆ ได้มากกว่าเดิม

นพ.วิทิต กล่าวถึงประสบการณ์ทำงานในสมัยที่ยังอยู่โรงพยาบาลบ้านแพ้วว่า ปี 2546 ขณะนั้น สปสช. มีปัญหาเรื่องต้อกระจก มีผู้ป่วยรอผ่าตัดถึง 1.2 แสนคนทั่วประเทศ โรงพยาบาลบ้านแพ้วในขณะนั้นมีจักษุแพทย์คนเดียว มีเครื่องมือเครื่องเดียว ก็ขันอาสาที่จะผ่าตัดให้ได้ปีละ 1.2 หมื่นราย ครั้งนั้นทำให้ได้เรียนรู้ว่าไม่ว่าจะอุปกรณ์ทางการแพทย์และวัสดุต่างๆ เมื่อซื้อจำนวนเยอะจะมีกำลังต่อรองในการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้ดีมานด์กับซัพพลายเปลี่ยนแปลงราคาตลาดได้ ทำให้ได้ต้นทุนที่ถูกลงมาเรื่อยๆ จนสามารถเปลี่ยนจากเลนส์ชนิดแข็งเป็นเลนส์ชนิดอ่อน ทำให้แผลผ่าตัดเล็กลง โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนน้อยลงและประชาชนได้ประโยชน์

นพ.วิทิต กล่าวว่า นอกจากการผ่าตัดยังมีโครงการเกี่ยวกับการผลักดันการล้างไตทางช่องท้อง โครงการผ่าตัดข้อเข่าเทียม การทำ CL ยาสำหรับผู้ป่วย HIV ยาโรคหัวใจ ยารักษามะเร็ง ยาสำหรับผู้ป่วยจิตเวช ให้เป็นยาสามัญเพื่อช่วยให้คนไข้เข้าถึงยาได้มากขึ้น เหล่านี้คือบทเรียนจากอดีต นั่นคือการจัดการเป็นหัวใจสำคัญมาก

นพ.วิทิต กล่าวอีกว่า เมื่อมองต่อไปในอนาคตข้างหน้า โรคเรื้อรังหรือ NCDs กำลังเป็นประเด็น โดยเฉพาะโรคเบาหวาน โรคอ้วน  โดยโรคเบาหวานมีผู้ป่วยประมาณ 4 ล้านกว่าคนในประเทศไทย ส่วนโรคอ้วนที่มี BMI มากกว่า 25 มีเกือบ 20 ล้านคน เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะผลิตยาดีอย่างไร จะมีระบบฟอกไตดีอย่างไร แต่ในที่สุดก็หนีไม่พ้นจะต้องเปิดสถานบริการมากมาย

ด้วยเหตุนี้ตนจึงมีแนวคิดในเรื่อง Self Care, Self Monitoring สำหรับโรคเบาหวาน โดยโรคนี้เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพไม่ว่าอาหาร ออกกำลังกาย พักผ่อน ความเครียด ดังนั้นต้องให้คนไข้นั้นเป็นแพทย์ของตัวเอง โครงการนี้กำลังทำร่วมกับคณะแพทย์มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ โดยจะทำวิจัยที่จังหวัดหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจังหวัดนั้นมีคนไข้เบาหวานถึง 60,000 กว่าคน การวิจัยจะดูเรื่อง Lifestyle Modification และจะนำระบบ IT เข้ามาช่วยด้วย โดยจะมี Free Application สำหรับติดตามปริมาณน้ำตาล น้ำหนักตัว อาหาร พฤติกรรมสุขภาพทั้งหมด มี Dash Board ที่ติดตามคนไข้ทุกวันทุกสัปดาห์ โดยตั้งชื่อแบบไทยๆ ว่าชื่อแอปฯหวานน้อย เพื่อที่จะทำให้คนไข้นั้นเป็นแพทย์ของตัวเอง ญาติพี่น้องเป็นพยาบาลในบ้าน ส่วนอาหารก็คือยา เน้นการใช้บ้านเป็นที่ดูแลตัวเอง ส่วนโรงพยาบาลจะมาเมื่อจำเป็นเท่านั้น

          "เราเชื่อว่าการจัดการที่ดีเป็นคำตอบ ไม่ว่าจะมีโควิด จะ Ebola หรืออะไรก็ตาม ถ้ามีการจัดการที่ดี ข้อมูลเพียงพอ มีผู้นำในการตัดสินใจ การจัดการที่ดีนั้นจะทำสิ่งที่คนทั่วไปคิดว่าเป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้" นพ.วิทิต กล่าว

 

////////////10 กันยายน 2563