National Health Security Office (NHSO)
  • แสดงผลพื้นหลังสีดำตัวหนังสือสีขาว 
  • แสดงผลสีแบบปกติ 
  • แสดงผลพื้นหลังสีดำตัวหนังสือสีเหลือง 
  • larger 
  • default 
  • smaller 
  • เปลี่ยนการแสดงผล

    เปลี่ยนภาษา

ประชาสัมพันธ์

สปสช.ร่วมเสวนาประชุมวิชาการคณะแพทย์ 3 สถาบัน การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์โรคเฉพาะ

              เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2560 ในการประชุมวิชาการร่วมคณะแพทยศาสตร์สามสถาบัน พ.ศ.2560: จุฬาฯ-รามาฯ-ศิริราชฯ Joint Conference in Medical Sciences 2017: Chula-Rama–Siriraj (JCMS 2017) ภายใต้หัวข้อ Hand in Hand towards Healthy Society - ร่วมมือกันสรรสร้างสุขภาวะของสังคม ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่  13-15  กันยายน  2560 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์  แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ 

 

มีการเสวนาเรื่องการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์กลุ่มโรคเฉพาะในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ศ.นพ.อิศรางค์ นุชประยูร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศ.พญ.อำไพวรรณ จวนสัมฤทธิ์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และ รศ.นพ.วิศิษฐ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศิริราช โดยมี นพ.ชูชัย ศรชำนิ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นผู้ดำเนินรายการ

ศ.นพ.อิศรางค์ กล่าวว่า ในการพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์การรักษามะเร็งนั้น ก่อนอื่นเราทราบกันดีว่า เมื่อพูดถึงโรคมะเร็งมีมากถึงหลายร้อยโรค ซึ่งทั้งหมดรักษาไม่เหมือนกันและโอกาสหายจากโรคก็แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นในการดูแลมะเร็งจึงให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในการรักษา เพราะต้องยอมรับว่ามีโรคที่ถึงจะจ่ายหนึ่งแสน หรือหนึ่งล้าน ก็ต้องตายอยู่ดี โดยโรคใดที่รักษาได้หรือรักษาไม่ได้จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญประเมิน ภายใต้หลักการคือทุกคนต้องมีหลักประกันและเข้าถึงบริการ เพื่อสร้างมาตรฐานการรักษาให้เหมือนกันทุกโรงพยาบาล นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้ป่วยมะเร็งได้รับการรักษาเหมือนกันหมด ศ.นพ.อิศรางค์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยได้รับคำชื่นชมจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นประเทศที่จัดการโรคมะเร็งได้ดีที่สุด สำหรับเหตุผลที่ WHO ชื่นชม ประกอบด้วย 1.ประชาชนทุกคนเข้าถึงการรักษามะเร็งทั้งหมด 2.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการต่ำมาก 3.ประชาชนเข้าถึงยารักษาได้อย่างแท้จริง โดยความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะเรามีสถิติและข้อมูลทะเบียนราษฎร์ที่แข็งแรง มากไปกว่านั้นก็คือมีแนวทางและมาตรฐานการรักษาว่าสิ่งใดควรทำสิ่งใดไม่ควรทำ แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ WHO ให้ความสนใจกับการได้มาซึ่งยา เรามีระบบการต่อรองราคายารวม ซึ่งทำให้ราคายาลดลงมาได้จำนวนมาก โดยเฉพาะยาราคาแพงที่พบว่าประเทศที่เข้าถึงได้คือประเทศที่มีความสามารถในการต่อรองราคายาเท่านั้น ซึ่งหลายประเทศยังไม่กล้าทำ ประชาชนของเขาจึงเข้าไม่ถึงยาศ.นพ.อิศรางค์ กล่าว

ด้าน ศ.พญ.อำไพวรรณ กล่าวว่า โรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลียเป็นโรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูง การพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์สำหรับโรคนี้ร่วมกับ สปสช.ต้องมีการดำเนินการเชิงนโยบายนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับแฟคเตอร์เข้มข้น ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศที่มีคุณภาพในการรักษา รวมทั้งให้การสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการรับส่งต่อให้มีการบริการที่ได้มาตรฐาน สนับสนุนการจัดเครือข่ายบริการในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ที่สำคัญมีความร่วมมือของคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศในการจัดอบรมพัฒนาแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วย โดยโครงการโรคฮีโมฟีเลีย โรคเรื้อรังที่มีค่าใช้จ่ายสูงของสปสช.ดังกล่าว ช่วยให้ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียนับ 1,000 รายต่อปี ไม่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาล ทำให้ลดค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาล คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น  

ศ.พญ.อำไพวรรณ กล่าวต่อว่า ในระยะ10 ปีที่ผ่านมา ที่มีโครงการการรักษาผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียที่บ้าน ผู้ป่วยโรคฮีโมฟีเลียนับพันรายที่เคยต้องมารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในโรงพยาบาลเดือนละ 2-3 ครั้งตลอดปี ได้หายไปจากโรงพยาบาล จนนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง ไม่รู้จักอาการเลือดออกในข้อในกล้ามเนื้อ ปัญหาข้อพิการและภาวะกล้ามเนื้อลีบลดลงอย่างมาก ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่ลงทะเบียนกับหน่วยบริการเฉพาะโรคฮีโมฟีเลียทั่วประเทศ ขณะนี้ มีจำนวน 1,519 ราย รู้จักดูแลตนเอง ไม่มีปัญหาข้อพิการ ไม่มีภาวะกล้ามเนื้อลีบอีกต่อไป ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติ ไปโรงเรียน ไปทำงานได้ ผู้ปกครองและครอบครัวสุขใจ ไม่ต้องวิตกกังวล และไม่ต้องมารับการรักษาในโรงพยาบาลบ่อย ๆ 

 

//////////////14 กันยายน 2560