เครือข่าย “คนรักหลักประกันสุขภาพภาคกลาง” ยื่นแถลงการณ์ทบทวนเก็บเงิน 30บาท ผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง


เครือข่าย “คนรักหลักประกันสุขภาพภาคกลาง”

ยื่นแถลงการณ์ทบทวนเก็บเงิน 30บาท ผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง

                  

กลุ่มเครือข่าย “คนรักหลักประกันสุขภาพ” ภาคกลาง เปิดตัวพร้อมยื่นข้อเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขอให้ทบทวนการเก็บเงิน 30 บาทในการเข้ารับบริการสาธารณสุขของสิทธิบัตรทอง  การขยายความคุ้มครองกรณีผู้ป่วยได้รับความเสียหายทางการแพทย์ตามมาตรา 41   ลดความเลื่อมล้ำให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างเสมอภาค  

                        เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2555 ณ ห้องประชุมสนามกีฬาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เครือข่ายภาคประชาชนภาคกลางตอนบน โดย นางปฐมมน  กัณหา เครือข่ายภาคประชาชน จ.สระบุรี  นางสาวชลดา  บุญเกษม เครือข่ายภาคประชาชน จ.พระนครศรีอยุธยา  นางเตือนใจ สมานมิตร เครือข่ายภาคประชาชน จ.ลพบุรี  นางจินตนา  กวาวปัญญา เครือข่ายภาคประชาชน จ.นนทบุรี  นางสาวนาฎธิชา  ชั้วทอง เครือข่ายภาคประชาชน จ.อ่างทอง  นายบุญธรรม  กันเกตุ  เครือข่ายภาคประชาชน จ.สิงห์บุรี  นายประชิต  เครือสุคนธ์ เครือข่ายภาคประชาชน จ.ปทุมธานี  และนายบุญยัง  กังใจ เครือข่ายภาคประชาชน จ.นครนายกพร้อมทั้งเปิดตัวเครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพภาคกลาง ได้ยื่นหนังสือข้อเสนอต่อ นายวิทยา  บูรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  เพื่อให้ทบทวนการดำเนินงานในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ 30 บาทรักษาทุกโรค

                        นางปฐมมน  กัณหา เครือข่ายภาคประชาชน “คนรักหลักประกันสุขภาพภาคกลาง” อ่านแถลงการณ์ว่า เพื่อให้การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเดินหน้าต่อไป และลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม ให้เป็นระบบสุขภาพมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ เครือข่ายประชาชนคนรักหลักประกันสุขภาพภาคกลาง ซึ่งมีจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรีและนครนายก เครือข่าย 9 ด้านและเครือข่ายภาคประชาสังคม ขอเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนี้

1.       ขอให้รัฐบาล (พรรคเพื่อไทย) ทบทวนนโยบายเก็บเงินสมทบ 30 บาท ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

2.       ขอให้รัฐบาลดำเนินการให้ระบบสุขภาพของประเทศมีคุณภาพเป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและให้เกิดความเท่าเทียมและเป็นธรรมกับประชาชนอย่างถ้วนหน้า

3.       ขอให้รัฐบาลสนับสนุนและผลักดันให้รัฐสภาเร่งพิจารณา (ร่าง) พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข ซึ่งเป็นกฎหมายที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งร่วมกันเสนอและรัฐบาลชุดนี้ได้ให้ความเห็นชอบที่จะพิจารณาต่อเนื่อง เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ป่วย ลดการฟ้องร้องเพื่อให้ประชาชนไทยทุกคนที่ได้รับความเสียหายจากการไปรับบริการสาธารณสุขได้รับการช่วยเหลื่อเยียวยาอย่างเสมอภาคเท่าเที่ยมกันทุกระบบ และเพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบการป้องกันความเสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข ตามเจตนารมณ์ของร่างกฎหมายดังกล่าวและขอให้ทบทวนการขยายการเยียวยามาตรา 41 เพื่อไปคุ้มครองสิทธิอื่นๆ เพราะโรงพยาบาลเอกชนได้ประโยชน์ เห็นควรผลักดัน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข โดยให้หน่วยบริการเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการรับบริการสาธารณสุขนั้นๆ และหากเป็นหน่วยบริการของรัฐ รัฐก็รับภาระแทน

4.       ขอให้ทบทวนนโยบายการมุ่งสู่การมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ (Medical Hub) เพราะเป็นนโยบายที่ขัดต่อมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3 พ.ศ.2553 ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมตินี้ไป เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2554  รวมทั้งขัดแย้งและส่งผลกระทบต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เนื่องจากปัจจุบันระบบสุขภาพของประเทศไทยยังมีปัญหาความขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขนโยบายนี้จะก่อให้เกิดการดึงตัวแพทย์ที่เรียกว่า “สมองไหล” ไปรองรับบริการศูนย์กลางทางการแพทย์มากขึ้น จึงขอให้ทบทวนการใช้เงินสนับสนุนจำนวนมากถึง 4,000 ล้านบาท เพื่อให้บริการชาวต่างชาติ มากกว่าจะใช้เพื่อรองรับประชาชนทุกคนให้ได้รับสิทธิอย่างทั่วถึง เป็นธรรม

5.       ขอให้เพิ่มค่าใช้จ่ายในการจ่ายต่อโรคในการรักษาพยาบาล (DRG) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เท่ากับระบบสวัสดิการการรักษาพยาบาลของข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อหน่วยบริการและไม่มีการเลือกปฎิบัติต่อผู้ใช้บริการ  พร้อมทั้งประกาศจุดยืนว่า “พวกเราภาคประชาชน พร้อมที่จะร่วมมือกับรัฐบาลพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติอย่างเต็มที่ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ที่มุ่งจะให้ประชาชนไทยทุกคนได้รับสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขอย่างเสมอภาคเท่าเทียม ทั่วถึง มีคุณภาพ มาตรฐานและมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

........................15 กพ. 55/สุนันท์  ภูธร/ข่าว/080-2125034.......................................

 

 
 
กลับ